ขุมกำลังลิเวอร์พลู

ขุมกำลังลิเวอร์พูล ในซีซั่นใหม่ เพียงพอต่อการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ หรือไม่

ขุมกำลังลิเวอร์พูล ในศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ หงส์แดง แม้ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เป็นของ ไอส์ลี่ย์ เม็ตแลนด์ ไนลส์ ไม่ใช่ ปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยัง แต่ก็คงเห็นว่าแนวรุกรายนี้สร้างปัญหาปั่นป่วนได้มาก มีทักษะ มีความสามารถล้นเหลือ ถึงอย่างนั้นก็มีสัญญาณดีกับการยิงประตูแรกของ ทาคุม มินามิโนะ และได้เห็นแข้งดาวรุ่งที่น่าจะก้าวมาเป็นตัวจริงได้ในซีซั่นหน้า แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็กำลังคิดหนัก

ไรอัน บริวสเตอร์ พลาดจุดโทษที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถคว้าแชมป์แรกของฤดูกาล ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ทั้งนักเตะและกุนซือต่างก็ต้องเร่งแก้ไข แต่ความท้าทายของแชมป์ พรีเมียร์ลีก ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้

“หงส์แดง” จะเริ่มฤดูกาล 2020/21 ในฐานะแชมป์ พรีเมียร์ลีก ดังนั้นพวกเขามีเรื่องให้ขบคิดมากมาย ทั้งเรื่องของตัวเอง และเรื่องของคู่แข่ง แม้พูดว่าเป็นการเดินหน้าแบบเกมต่อเกม แต่เมื่อผ่านไปเรื่อยๆ ภาพรวมจะฟ้องบนตารางคะแนน และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

 

การเสริมทัพอย่างว่างเปล่า

คอสตาส ชิมิกาส แบ็คซ้ายราคา 11.75 ล้านปอนด์ (470 ล้านบาท) ซึ่งยังไม่ได้ลงสนามใน คอมมูนิตี้ ชิลด์

อาจจะเป็นการตัดสินอย่างรวดเร็วจนเกินไป ถ้าจะบอกว่า ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้อะไรจากตลาดซื้อขายเลย อย่างน้อยก็ได้แบ็คซ้ายสำรอง คอสตาส ชิมิกาส มาแล้ว  และยังมีเวลาจับจ่ายจนถึง 5 ตุลาคม สำหรับนักเตะจากต่างแดน ส่วนนักเตะในอังกฤษด้วยกันสิ้นสุด 16 ตุลาคม แต่ก็เห็นได้บ้างว่า ทีมชุดนี้ยังไม่ได้รับการเติมเต็มสิ่งที่ขาด

สภาวะการเงินเป็นสิ่งที่ทุกทีมทั่วโลกกำลังเผชิญ พวกเขาจึงพยายามใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาก็เป็นหนึ่งในทีมสายประหยัด ยกเว้นตอนที่ซื้อตัว เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กับ อลิสสัน เท่านั้นเอง! นโยบายของทีมชุดนี้ก็อย่างที่รู้กันว่า ซื้ออย่างสมเหตุสมผล เน้นนักเตะอายุน้อยค่อยๆ เติบโต และด้วยการมีทีมที่แข็งแกร่งที่สุดทีมหนึ่งในยุโรป นักเตะที่จะมาต้องทำใจว่ามาเพื่อต่อสู้แย่งตำแหน่ง แต่วิกฤตโรคระบาดทำให้พวกเขาทำงานยากขึ้นไปอีก

 

เชลซี โฉมใหม่

จนถึงตอนนี้ นับรวมค่าตัว ฮาแวร์ซ เชลซี ใช้งบเสริมทัพไปแล้ว 238 ล้านปอนด์ (9,520 ล้านบาท) และยังใช้ได้มากกว่านี้ ถ้าต้องการ

ต้องยอมรับว่า หากมองการเสริมทัพกับเงินที่ เชลซี ทุ่มเทลงไป ทั้ง ฮาคิม ไซเย็ค, ติโม แวร์เนอร์ ซึ่ง ลิเวอร์พูล มัวแต่เล่นท่ายากจนโดนคู่แข่งปาดหน้าคว้าไป และ เบน ชิลเวลล์, ติอาโก้ ซิลวา แถมด้วย ไค ฮาแวร์ซ ที่กำลังจะมา นี่คือการเดินหน้าปรับทัพที่น่ากลัว ยังไม่ต้องถามเรื่องเข้าขากันแค่ไหน อย่ารีบตัดสินว่าพวกเขาจะเป็นส่วนผสมสะเปะสะปะ เพราะการได้มาของนักเตะมากมายเป็นสัญญาของการต่อสู้ว่าพวกเขาจะเบิกอาวุธครบมือ

นี่ยังไม่นับ มาล็อง ซาร์ ที่ซื้อมาแล้วปล่อยตัวกลับไปให้ต้นสังกัดเก่ายืม จุดนี้เราเห็นความพยายามและแผนการที่วางไว้ ส่วนเรื่องเงินนั้นก็ต้องยอมรับว่า งบประมาณที่ไม่ได้ใช้ในซีซั่นก่อนเพราะติดโทษแบนจากฟีฟ่า อาจทำให้พวกเขาเฉลี่ยมาจ่ายในซัมเมอร์นี้ แถมด้วยสถานะส่วนตัวของ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีม ก็ทำให้ไม่น่าจะเดือดร้อนใดๆ

ซีซั่นที่แล้ว เชลซี แพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล ทั้งสองครั้ง สภาพทีมก็น่าเป็นห่วง ดาวรุ่งเพียบ ความสม่ำเสมอหาไม่ได้ ผลงานในบ้านไม่แน่นอน ทั้งหมดนั้น แฟร้งค์ แลมพาร์ด รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น และจะพยายามแก้ไขมัน ด้วยความกดดันที่มากกว่าเดิม ซื้อมาขนาดนี้ ไม่คาดหวังได้อย่างไร

 

เมสซี่ ที่แมนเชสเตอร์

เมสซี่ มีค่าฉีกสัญญา 700 ล้านยูโร (25,900 ล้านบาท) อันที่จริงเขาจะย้ายฟรีก็ได้ในปี 2021 แต่สถานการณ์ภายในตอนนี้ทำให้เขาอยากย้ายโดยเร็วที่สุด

ไม่รู้ว่า ลิโอเนล เมสซี่ ตัดสินใจอะไรอย่างไร แต่สัญญาณล่าสุดที่ไม่ยอมมาตรวจหาเชื้อโคโรน่าไวรัสตามนัดของสโมสร ส่งผลทำให้เขาจะไม่ได้มาร่วมซ้อมมื้อแรกกับ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ มีความไม่พอใจบางอย่างเกิดขึ้น และเหมือนเรื่องกำลังจะไปกันใหญ่ กระทั่ง ลา ลีกา ก็ต้องออกตัวขอเอี่ยว

อย่างไรก็ดี ปลายทางของ เมสซี่ คงมองไม่ยากว่าน่าจะเกิดขึ้นที่ไหน ระดับค่าเหนื่อย ฝีเท้า คนที่เคยร่วมงาน เข้าใจกันมาก่อน และองค์ประกอบต่างๆ ไม่น่าจะไปไกลเมืองแมนเชสเตอร์  และไม่ใช่ทีมสีแดงที่ดูจะต้องการนักเตะอายุน้อย แถมยังดูปล่อยวาง ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน การไป แมนฯ ซิตี้ ของแข้งอาร์เจนไตน์ไม่เกี่ยวกับที่ คล็อปป์ เคยปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการทาบทาม เมสซี่ เพราะเงื่อนไขมากมายไม่เข้าทาง ลิเวอร์พูล อยู่แล้ว และการมี เมสซี่ อยู่ในทีมคู่แข่งน่ากลัวเสมอ

บทสรุปยังไม่มีใครรู้ได้ แต่อย่างน้อย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็จะเสริมความแข็งแกร่งเพื่อแย่งแชมป์คืนมาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ม้ามืด

อาจจะน่าหงุดหงิดสักหน่อยที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดนมองว่าเป็นเพียงม้ามืด นอกจากผลงานล่าสุด การเสริมทัพที่เงียบกริบก็ทำให้พวกเขาอาจจะลำบาก แต่ก็มีข่าวล่าสุดว่ากำลังจะได้ตัว ดอนนี่ ฟาน เดอร์ บีค จาก อาแจ็กซ์

ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม นี่เป็นภาษิตไทยที่คนอังกฤษอาจจะไม่รู้จัก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะมีความคิดแบบนี้อยู่บ้างว่า จะรีบร้อนทำไม เพราะกว่าจะถึงเวลาปิดตลาดยังอีกยาวไกล ก็ค่อยๆ เฟ้นหากันไป ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมม้ามืดลำดับแรก จากผลงานฤดูกาล 2019/20 ที่พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นที่ 3 แบบคาดไม่ถึง หลังจากหกล้มหกลุกจนเจอ บรูโน่ เฟอร์นันเดส

แน่นอนว่าพวกเขาต้องไขว่คว้าหาคนที่มีทักษะและความสามารถใกล้เคียงเพื่อให้ทีมไปรอด และไม่พึ่งพาใครเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้พวกเขายังไม่ออกตัว และการคว้าเอานักเตะตัวแรงอย่าง จาดอน ซานโช ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย อาจไปจบเอาวันสุดท้ายแบบม้าตีนปลาย

และม้ามืดอาจไม่ได้มีเพียงตัวเดียวในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก มีทีมระดับท็อปอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่ยังไขว่คว้าหาความสำเร็จ หรือ เอฟเวอร์ตัน ที่เดินเกมได้อย่างน่าสนใจ และถ้าเกิดได้ ฮาเมส โรดริเกซ มาอย่างที่ร่ำลือกันจริงๆ การต่อสู้ครั้งนี้คงสนุกตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ

 

ยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่

มิใช่เพียงความพ่ายแพ้ต่อ วัตฟอร์ด ในฤดูกาลก่อน แต่ก่อนหน้านั้น คล็อปป์ เคยพาทีมจบแบบไม่ได้พื้นที่ยุโรป และรู้ดีว่า พรีเมียร์ลีก นั้นน่าทึ่งแค่ไหน

อย่างที่บอกว่า พรีเมียร์ลีก คือ ลีกที่แข็งแกร่งมาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ คล็อปป์ คงยังไม่ลืมว่า ความพ่ายแพ้ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในซีซั่นที่แล้ว พวกเขาพังพินาศในการพบ วัตฟอร์ด ทีมหนีที่สุดท้ายร่วงลงไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งตอนนี้อาจจะกำลังกระหยิ่มว่าตกชั้นแล้วไง เคยชนะทีมแชมป์ได้ก็แล้วกัน!

การคว้าแชมป์ว่ายาก การป้องกันแชมป์ยิ่งยาก อย่างที่ทุกคนเข้าใจ จากนี้ไปทุกทีมที่มีโปรแกรมพบ ลิเวอร์พูล จะเตรียมตัวแก้เกมอย่างดี หาวิธีฝ่ากำแพงความสมบูรณ์แบบ ก้าวข้ามทีมแชมป์ให้ได้ และเมื่อรวมกับปัจจัยทั้งหลายที่ไล่เรียงมา การเสริมทัพที่ยังไม่ได้อะไรจริงจัง ทีมอื่นที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น และความมุ่นมั่นพยายามที่จะเอาชนะของคู่แข่ง บางทีอาจมีความอิ่มเอมกับความสำเร็จของลูกทีม “หงส์แดง” ปะปน ก็เคยได้แชมป์ไปแล้ว แล้วอย่างไรเล่า นั่นคงทำให้พวกเขาชนะยากขึ้นทุกที

 

ลางสังหรณ์

ลางสังหรณ์บอกว่า เป็นไปได้สูงที่ ติอาโก้ จะย้ายมา แต่เพียงเท่านี้พอแล้วหรือ กับทีมที่มีความต่างระหว่างตัวจริงและตัวสำรองพอสมควร โดยเฉพาะเกมรุก

กำหนดการซีซั่นใหม่จะลั่นระฆัง 12 กันยายน ลิเวอร์พูล จะพบกับ ลีดส์ ขณะที่ตัวเลขผู้ป่วยโคโรน่าไวรัสก็ยังลดลงไม่มากพร้อมกับข่าวลือว่าคลัสเตอร์ใหม่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ประชาชนอกสั่นขวัญหาย เกมยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีผู้ชมนั่นเป็นเรื่องแรกที่ทุกคนต้องเฝ้าระวัง หากฤดูกาลกระท่อนกระแท่น ก็ไม่รู้ว่าทีมที่เปิดตัวสวยแล้วเจอเบรกหัวทิ่มจะกลับมาในสภาพไหน หรือจะมีทีมใดช่วงชิงจังหวะจากการหยุดพักที่ไม่มีใครอยากจะหยุดหรือไม่

ส่วนเรื่องการซื้อขาย ต่อให้ ลิเวอร์พูล ได้ตัวดังที่หมายตาอย่าง ติอาโก้ อัลคานตาร่า มาร่วมทัพดวยราคาตามรายงาน 27 ล้านปอนด์ (1,080 ล้านบาท) แต่นั่นเพียงพอแล้วหรือ คำตอบนี้ คล็อปป์ และแฟนๆ รู้ดีแก่ใจ เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แชมป์เก่าต่างก็รู้ดีว่างานพวกเขายากเข็ญ

หากจะมีทีมไหนที่กล้าๆ เสริมทัพแบบเบาบางที่สุดแล้วยัง ป้องกันแชมป์ ได้คงเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1994 ที่ซื้อเพียง รอย คีน 3.75 ล้านปอนด์ (150 ล้านบาท) แต่ให้นึกภาพตามว่า สมัยนั้น ราคานี้ทุบสถิตินักเตะที่แพงที่สุดในอังกฤษ และเป็นการซื้อที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

จากทุกอย่างที่กล่าวมา ก็ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ มีการบ้านเป็นงานหนักให้ขบคิดแก้ไข ยังดีที่ท่าทีของ ขุมกำลังลิเวอร์พูล ไม่เอนเอียงไปในทางเบื่อหน่ายอยากย้ายไปหาความสำเร็จที่อื่น แต่ก็ต้องเสริมทัพ ป้องกันตัวเองจากคู่แข่ง และเตรียมแผนอย่างหนักด้วยความตั้งใจเดิม เพิ่มเติมความกดดันกับสถานะแชมป์บนบ่า และเป็นอีกครั้งที่ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองว่าพวกเขาคือทีมที่ดที่สุดในอังกฤษ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับบทความ วิเคราะห์ เจาะลึก ข่าวบอล ลิเวอร์พลู ใหม่ล่าสุดที่เรานำมาเสนอให้อ่านกัน หากใครถึงใจก็สามารถดกดไลก์ หรือคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้นะครับ

มองหาเว็บแทงบอลชั้นต่ำ ขั้นต่ำน้อย ต้องเล่นที่ sbo