ตัวเปลี่ยนเกม! สุดยอดซูปเปอร์ซัพที่ทำประตูจากม้านั่งสำรองได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษในช่วงเวลาที่คับขันที่สุด มนุษย์มักรอคอยและตั้งความหวังว่าปาฏิหาร์ยจะเกิดขึ้น แต่ถ้าปาฏิหาร์นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นง่ายๆ เราก็คงไม่เรียกมันว่าปาฏิหาร์ย ในเกมกีฬาที่เรียกว่าฟุตบอล แม้ 11 ผู้เล่นตัวจริงจะสำคัญ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาโชว์ฟอร์มไม่ออก หมดแรง หรือโดนจับทางได้ ก็อาจจะต้องมีการลงมือเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หน้าที่ของตัวสำรองอีก 3 คนจึงมีขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่างนั้นให้เกิดขึ้นภายในสนาม

 

  1. เจอร์เมน เดโฟ 24 ประตู

เดโฟอาจไม่ได้เป็นกองหน้าที่ยิงคมที่สุด ทำประตูได้มากที่สุด หรือเก่งที่สุด แต่ถ้าหากทีมไหนกำลังมองหานักเตะที่สามารถไว้วางใจได้มากที่สุดจากม้านั่งสำรอง เดโฟอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดก็เป็นได้ แม้จะไม่มีการระบุว่าใน 24 ประตูที่ทำได้ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นในเวลากี่นาที แต่อยากน้อยมันก็ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสุดยอดซูปเปอร์ซัพที่ดีที่สุดของเกาะอังกฤษไปแล้ว นอกจากนี้เดโฟไม่มีมีดีแค่ในม้านั่งสำรองเท่านั้น จากการลงเล่นไปทั้งสิ้น 670 ซัดไป 273 ประตู ก็ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำประตูมากที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีก

 

2.โอลิวิเยอร์ ชิรูด์ 19 ประตู

เมื่อใดที่ฝ่ายตรงข้ามเน้นแพ็คเกมรับให้เหนียวแน่น เมื่อนั้นก็ถึงคิวของชิรูดส์ที่จะหาโอกาสสร้างสรรคำประตู โดยนอกจากความหล่อล่ำจนได้รับสิทธิเป็นนักเตะคนโปรดของเจ๊เวนเกอร์แล้ว จุดเด่นของศูนย์หน้าสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้อยู่ที่ความสูงใหญ่และบึกบึน ทำให้เขาสามารถพักบอล ประคองบอล เล่นลูกกลางอากาศได้ดีโดยเฉพะอย่างยิ่งลูกโหม่งเพื่อทำประตู ดังนั้นเวลาไหนที่เกมกำลังกดดันหรือเวลาไหนที่ทีมต้องการทำประตูอย่างเร่งด่วน จึงมักจะเป็นเวลาที่ชิรูด์เฉิดฉายที่สุด แม้ปัจจุบันเขาจะย้ายมาอยู่กับเชลซีแล้ว แต่หน้าที่หลักๆ ของเขาก็ยังคงเดิมนั่นคือ การเป็นซูปเปอร์ซัฟในยามที่ทีมต้องการ

 

3. โอเล่ กุนนา โซลชา 17 ประตู

แฟนฝียุคใหม่อาจจะรู้จักชายคนนี้ในฉายา ‘น้าอมยิ้ม’ ผู้จัดการทีมที่แลดูจะพึ่งพาไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ แต่หากได้รู้จักหรือเคยได้ชมฟอร์มการเล่นของเพชรฆาตหน้าทารกรายนี้ในคราบกองหน้าซูปเปอร์ซัฟ มุมมองเดิมที่คุณใช้มองเขาอาจจะเปลี่ยนไป โดยวีรกรรมตัวสำรองที่น่าจดจำที่สุดของโซลชาคงหนีไม่พ้นแมตซ์ที่เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาซัดประตู ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ต โกงความตายพลิกกลับมาชนะบาเยิร์น มิวนิว 2-1 จากลูกเตะมุมนาทีสุดท้าย ในเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกปี 1999 ที่พลพรรคปีศาจแดงปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองได้แบบเหลือเชื่อ จนถูกยกให้เป็นแมตซ์การแข่งขันสุดคลาสสิคของวงการลูกหนัง

ไม่ปลื้ม! สองแข้งผีเตรียมย้ายออกจากทีม หลังไม่ได้รับโอกาสลงสนาม

แม้จะพักเบรกให้กับโปรแกรมทีมชาติ แต่ข่าวลือเรื่องการซื้อขายนักเตะหรือย้ายทีม ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นกันหนาหู ล่าสุดก็ถึงคิวของทีมปีศาจแดงที่จ่อจะเสียนักเตะไปแบบฟรีๆ หรือแม้จะได้ก็อาจจะได้ไม่คุ้มทุน ไปถึง 2 คน นั่นก็คือ เนมานย่า มาติช มิดฟิลด์ตัวตัดเกมจอมเก๋าทีมชาติเซอร์เบีย และ ทาฮิธ ชอง ปีกอนาคตไกลชาวดัตซ์

 

ในกรณีของมาติซ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีข่าวออกมาแล้วว่าเจ้าตัวไม่ค่อยมีความสุขกับตำแหน่งตัวสำรองภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา  ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสียเท่าไหร่และมีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าตัวจะย้ายทีมหลังจบฤดูกาลนี้ แต่ล่าสุด เดลี่ เมล์ สื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษก็ได้รายงานข่าวความเคลื่อนไหวของมิลฟิลด์วัย 31 ปีรายนี้ว่า มาติซมีความต้องการจะย้ายออกจากทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ต ในช่วงเปิดตลาดซื้อ – ขาย ในเดือนมกราคมนี้เลย

 

แม้จะมาติซเหลือสัญญากับทัพปีศาจแดงอีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ก่อนที่เขาจะสามารถย้ายทีมแบบไม่มีค่าตัวได้เลยเพราะหมดสัญญา แต่ก็ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ค่อยอยากทนรอสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ก็มีหลายสโมสรที่สนใจดึงกองกลางเลือดเซิร์ปรายนี้ไปร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, เอซี มิลาน, ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน โดยหลายฝ่ายเชื่อกันว่าทัพปีศาจแดงจะยอมรับข้อเสนอของอดีตนักเตะเชลซีรายนี้ เพราะนักเตะไม่อยู่ในแผนการทำทีมและดีกว่าปล่อยไปฟรีๆ แบบไม่มีค่าตัวแน่นอน

 

ส่วนอีกราย แม้ทัพปีศาจแดงยากจะรั้งเขาเอาไว้ให้อยู่ต่อ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีโอกาสเสียตัวนักเตะไปแบบฟรีๆ สูงเหลือเกินนั้นก็คือกรณีของ ทาฮิธ ชอง นักเตะเจ้าของทรงผมขัดใจแม่ ที่เล็งไม่ขยายสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ต หลังสัญญาของของเจ้าตัวจะสิ้นสุดลงในช่วงเดือนมิถุนายนปีหน้า เพราะไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามเท่าที่ควรและต้องการออกไปหาความท้าทายใหม่กับสโมสรอื่น

 

โดยหลายสื่อดังของอิตาลีอย่าง กัลโช่แมร์คาโต้ รายงานข่าวว่าปีกอนาคตไกลวัย 19 ปี รายนี้ มีโอกาสจะได้มาเป็นนักเตะคนใหม่ของยูเวนตุส หลังจากที่ในฤดูกาลนี้ ชอง ได้รับโอกาสเป็นตัวจริงลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของแมนยูไปเพียงแค่ 4 แมตซ์เท่านั้น ซึ่งหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ก็มีโอกาสที่ประวัติศาสตร์เดิมจะซ้ำรอยอีกครั้งแบบในกรณีของ พอล ป็อกปา ที่ย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปยูเวนตุสแบบไม่มีค่าตัวและทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ก่อนที่ผีแดงจะดึงนัดเตะเลือดสัญชาติเฟรนซ์จะดึงตัวกลับรัง ด้วยค่าตัวที่ถือเป็นสถิติโลกในขณะนั้นสูงถึง 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,400 ล้านบาท)

จะถ้วยไหนก็เตะ! คล็อปป์เตรียมแบ่ง 2 ทีม แข่งคาราบาวคัพ – สโมสรโลก

หลังจากเคยมีประเด็นดราม่ากันมาอย่างยาวนานว่าด้วยเรื่องการจัดแมตซ์แข่งขันที่ไม่ลงตัวของโปรแกรมศึกพรีเมียร์ลีกในช่วงเดือนธันวาคม ว่ามีความโหดเกินไปบ้าง ทำให้ทีมในลีกเสียเปรียบทีมอื่นๆ บ้าง เพราะทีมในลีกต้องลงแข่งติดต่อกันหลายแมตซ์ในขณะที่ลีกอื่นๆ ได้หยุดพัก แถมในพรีเมียร์ลีกยังมีบอลถ้วยแข่งเยอะกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาเสียอีก ทำให้หลายสโมสรออกมาประท้วงให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในช่วงบ็อกซิ่งเดย์นี้

 

ล่าสุดทีมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแมตซ์การแข่งขันที่ไม่ลงตัวนี้อย่างสโมสรลิเวอร์พลู ก็ได้ออกมาแถลงข่าวถึงมาตรการที่สโมสรจะใช้สำหรับกรณีที่ทีมหงส์แดงมีคิวเตะ 2 วันติด คือในศึกคาราบาวคัพรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับ แอสตัน วิลลา ในที่ 17 ธันวาคม และต่อเนื่องด้วยการไปเตะแข่งชิงแชมป์สโมสรโลกที่กาตาร์ในวันที่ 18 ธันวาคม ไว้ว่า พวกเขาจะแบ่งทีมออกเป็น 2 ทีม แล้วลงเตะในการแข่งขันทั้ง 2 ถ้วย

 

อิงลิช ฟุตบอล ลีก (EFL) หน่วยงานที่จัดการแข่งขันรายการคาราบาว คัพ ออกมาระบุชัดเจนว่า ลิเวอร์พลูจะลงแข่งขันในแมตซ์ที่จะต้องออกไปเยือน วิลล่า พาร์ค อย่างแน่นอน โดยหลังจากที่เจอร์เก้น คล็อปป์ได้ทำเรื่องขอให้มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมบอลถ้วยนี้ไป แต่เมื่อได้มีการพูดคุยกันจากทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะส่งกระทบต่อภาพรวมการแข่งขันทั้งหมด รวมถึงวันที่ว่างก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายนักเตะเกินความจำเป็น

 

โดยกุนซือใหญ่หงส์แดงออกมาแถลงข่าวให้สัมภาษณ์ว่า “พวกเราต้องหาทางแก้” ต่อด้วย “ผมว่าปัญหามันก็ชัดเจนอยู่แล้วนะ” “ทุกปีพวกเราต้องเจอกับปัญหาเดิมๆ อะไรเดิมๆ จนบางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องตลกไปแล้ว” “5 แมตซ์ใน 3 วัน รอดูเลยว่ามันจะเป็นไปได้ไหม” คล็อปป์กล่าวทิ้งท้าย

 

ทั้งนี้ลิเวอร์พลูมีโปรแกรมลงเตะถึง 12 แมตซ์เป็นอย่างต่ำใน 37 วัน ตั้งแต่ช่วงวันที่ 23 พฤศจิกายน – 2 มกราคม และยังอยูในเส้นทางการลุ้นแชมป์หลายรายการไม่ว่าจะเป็นศึกพรีเมียร์ลีกที่ตอนนี้นำเป็นจ่าฝูงทิ้งห่างที่สองอย่างแมน ซิตี้ ถึง 6 คะแนน, ฟุตบอลถ้วยคาราบาวคัพรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่จะพบกับแอสตัน วิลลา, ฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกที่น่าจะผ่านเข้ารอบไปต่อ เพราะตอนนี้ขึ้นนำเป็นที่ 1 ของกลุ่ม รวมไปถึงฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกรอบรองชนะเลิศ ที่ต้องรอผลทีมที่จะฟาดแข้งด้วยจากรอบแบ่งกลุ่มเสียก่อน

มาเน่ ยังดีกว่าไม่มา! เปิดสถิติสุดเฉียบของ มาเน่ ว่าที่นักเตะ Top 3 ของโลก

กว่า 10 ปีที่ผ่านมาชื่อของโรนัลโด้และเมสซี่ คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่คนมักจะถกเถียงกันว่าใครคือ ‘นักเตะที่สุดของโลก’ แล้วใครล่ะที่เหมาะสมกับตำแหน่งเบอร์ 3 ที่สุด

วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดว่าใครดีกว่ากัน ใครเป็นอันดับ 1 หรืออันดับ 2 เราไม่สน เพราะเราจะมาดูกันว่าแคนดิเดทที่เชส ฟาเบรกัสกล่าวถึงและยกย่องว่าเป็นเบอร์ 3 ของโลกอย่าง ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวเก่งของสโมสรลิเวอร์พลู จะเหมาะกับอันดับที่ว่าของวงการฟุตบอลในปัจจุบันจริงๆ หรือไม่

ฟาเบรกัส กล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของตนว่า  “สำหรับผมแล้ว มาเน่ เป็นนักเตะระดับท็อป 3 ของโลกมาสักพักแล้ว ระดับท็อปจริงๆ” โดยเมื่อหลายคนเห็นแล้วก็มักจะเกิดคำถามที่ว่าจริงหรือ คนที่คู่ควรแก่การเป็นเบอร์สามของโลกมีอีกตั้งหลายคนไหนจะเนย์มาร์ก็ดี จะเอ็มปัปเป้ ก็ได้ หรือแม้กระทั่งซาลาร์ พี่กัสเอาอะไรมาพูด?

 

และนี่คือสถิติว่าทำไม มาเน่จึงคูควรกับตำแหน่ง Top 3

  1. ฟอร์มที่ร้อนแรง! ฤดูกาลนี้ มาเน่ มีค่าเฉลี่ยการทำประตูหรือแอสซิสต์ อยู่ที่ 98.6 นาที

2.ฟอร์มที่คงเส้นคงวา นับตั้งแต่มาเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น มาเน่ มีค่าเฉลี่ยทำประตูหรือแอสซิสต์ได้ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ที่ทุกๆ 119.6 นาที

  1. มาเน่ถือเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร ที่ทำประตูในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เกิน 15 ลูก ต่อจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
  2. รองดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเจ้าของตำแหน่งคือเซร์คิโอ อเกวโร่ ซัดไป 20 ประตู ส่วนมาเน่ซัดไป 18 ประตู
  3. ในทุกฤดูกาลตั้งแต่เป็นนักเตะอาชีพ มาเน่ จะทำประตูได้ถึงตัวเลข 2 หลักตลอด และซีซั่นนี้ก็ขออีกแค่ 3 ลูกเท่านั้นก็จะแตะหลักสิบ แม้เพิ่งเล่นไปแค่ 10 เกมก็ตาม
  4. มาเน่ ยิงประตูและแอสซิสต์รวมกันเกิน 20 ลูก มาตลอดทุกซีซั่น โดยที่ทำไม่ได้ครั้งสุดท้ายต้องย้อนกลับไปถึงฤดูกาล 2011-12 ตอนที่เพิ่งก้าวขึ้นเล่นให้ เม็ตซ์
  5. ลิโอเนล เมสซี่ โหวตให้ ซาร์ดิโอ มาเน่ เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของ ฟีฟ่า ประจำปี 2019

แกรี่ เนวิลล์ เก็บ 1 แต้มให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อารมณ์เหมือนเพื่อนที่เป็นห่วงซึ่งกันและกัน
สำหรับ แกรี่ เนวิลล์ อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ที่ออกมาให้สัมภาษณ์กับ สกาย สปอร์ต สื่อชื่อดังของประเทศ

 หลังจบเกมที่ ปีศาจแดง ทำได้เพียงแค่เสมอ กับ เซาธ์แฮมตัน 1-1 ประตู

โอล่ กุนนาร์ โซลชา
กุนซือของทีมได้ออกมาบอกว่า ทีมกำลังเดินมาถูกทางแล้ว
เหลือเพียงการปรับแก้ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

“ที่ผ่านมาสามเกมเราทำได้ดีกว่าคู่แข่งในเรื่องรูปแบบการเล่นในสนาม
ผมเชื่อว่าเรากำลังเดินมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่ต้อง
ทำความคุ้นเคยกับการเล่นให้มากกว่านี้อีกหน่อย ”

ซึ่งมันก็ทำให้เกิดเสียงที่แตกออกเป็นสองฝั่งในหมู่แฟนผีแดงเอง
ทั้งในส่วนของคนที่สนับสนุน และ ไม่สนับสนุน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ฝ่ายสนับสนุน ก็ให้เหตุผลว่า โซลชา ควรได้รับเวลาในการทำงาน
มากกว่านี้ เพื่อจะวางรากฐานให้ทีม

ส่วนฝ่ายที่หมดความอดทนกับ โซลชา ก็บอกว่า
เขายังมือไม่ถึง ไม่มีบารมีมากพอจะคุมทีมใหญ่ได้
และอ่อนด้อยเรื่องการแก้เกม ที่ไม่ดีพอ

ซึ่ง แกรี่ เนวิลล์ ที่เคยเป็นนักเตะของทีม
และเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
ออกโรงมาสนับสนุนเพื่อนของเขาเอง
และเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า ทีมกำลังเดินมาถูกทางแล้ว

“ในทีมมีผู้เล่นอายุน้อยอยู่หลายคน ที่กำลังพัฒนาตัวเอง
และปรับปรุงตัวเองกันอยู่ มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา
ในความจริงแล้วผมว่าพวกเขาก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะ
เพียงแต่ขาดคุณสมบัติในการที่จะเป็นผู้ชนะไปหน่อย”

แกรี่ เนวิลล์ ก็อธิบายต่อเนื่องถึงความคิดของเขา ที่ให้การสนับสนุน โซลชา

“เหล่าแฟนบอลกำลังสับสนในทิศทางความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับทีมในยุคนี้
เพราะยังคงอินกับยุคสมัยที่ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ยังคุมทีมอยู่
ซึ่งมันอดีตไปแล้ว ทุกอย่างมันผ่านไป 6-7 ปีแล้ว”

แกรี่ เนวิลล์ ได้ยกเอา เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน
ขึ้นมาเป็นเคสตัวอย่างประกอบการสัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า

“อย่าง เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ก็ยังต้องใช้เวลาเลย ในช่วงที่
เข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนแรก เขาต้องเข้ามา
ปฏิวัติทีม เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่ดีออกไป
และโละนักเตะหลายคนที่เขาไม่ต้องการ พร้อมกับเสริมผู้เล่น
ที่เข้ากับการทำทีม เข้ามา ซึ่งบอร์ดบริหารก็ให้เวลาเขาเต็มที่
ในการเริ่มต้นสร้างทีม”

จากสิ่งที่ แกรี่ เนวิลล์ พูดมา เขามองว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
กำลังทำงานโดยวางนโยบายในระยะยาว ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร
อย่างเต็มที่ เช่นกันกับในยุคสมัยที่ เฟอร์กี้ เริ่มคุมทีม

“คุณลองมองไปที่เพื่อนบ้านสีฟ้าดูก็ได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
ที่แม้จะมีทีมที่ดีอยู๋แล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาหนึ่งปี กับการจับจ่าย
เลือกหานักฟุตบอลที่เขาต้องการ ในตลาดการค้านักฟุตบอล
สามรอบที่ตลาดเปิดทำการ หรืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์
กว่าจะปรับเปลี่ยนวิถีทางของสโมสรลิเวอร์พูล จนมาเป็นอย่างที่เห็นในวันนี้
เขาก็ต้องใช้เวลาสามสี่ปีเลยทีเดียว”

“อย่าแปลกใจเลยถ้าต่อจากนี้ไป แฟนบอลปีศาจแดง
จะต้องเจอกับผลการแข่งขันที่ไม่เป็นใจ เหมือนที่เสมอกับ เซาธ์แฮมตัน , วูล์ฟแฮมตัน
หรือแพ้ คริสตัล พาเลซ เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนระหว่างทางของการสร้างทีม
เส้นทางมันยาวไกลมากสำหรับคนที่ต้องมาเริ่มตั้งต้นใหม่ แต่ความสำคัญคือ แนวทางการเล่น
ที่แสดงออกมา มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่มันทำให้รู้สึกได้ว่ามาถูกทางแล้ว
แดเนี่ยล เจมส์ คือตัวอย่างที่ดีเลย ถ้าคุณจะมองหาว่าองค์ประกอบที่ถูกต้องเป็นแบบใหน”

ต่อมา แกรี่ เนวิลล์ ได้ยกเชลซี ที่คุมทีมโดย แฟร้งค์ แลมพาร์ด
ที่มีการทำทีมโดยใช้ผู้เล่นอายุน้อย คนหนุ่ม เป็นตัวขับเคลื่อนฟุตบอลในสนาม
เหมือนเช่นที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“เวลาคือสิ่งที่พวกเขาทั้งสองคน ทั้ง แฟร้ง แลมพาร์ด
และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการ ต้องการ เพราะมันคือประเด็นสำคัญมากๆ
ที่หากจะทำทีมโดยผลักดันผู้เล่นอายุน้อยๆขึ้นมา
ซึ่งผมมองว่าพวกเขาทั้งคู่รู้ดีว่ากำลังสร้างอะไรอยู่ และพวกเขาจะทำมันได้ในแนวทางที่ถูกต้องแน่ๆ”

จากทั้งหมดที่อดีตกัปตันทีมปีศาจแดงกล่าวมา

มันก็น่าคิดตามเช่นกันนะครับ เพราะหากย้อนไปดู
ทุกๆการเริ่มต้นของทุกคน ทุกงาน ทุกสาขาอาชีพ
ก็ล้วนต้องใช้เวลาในการขัดเกลาตัวเองกันทั้งนั้น

แต่สำหรับวงการฟุตบอลในปัจจุบันนี้ มันก็ค่อนข้างจะแตกต่างหน่อย
เพราะฟุตบอลมันถูกผูกติดกับผลประโยชน์ที่เป็นเงินจำนวนมหาศาลมากๆ
จนกลายเป็นธุรกิจอย่างเต็มตัวไปแล้ว

และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นธุรกิจ มันก็ย่อมต้องการผลตอบแทนที่ออกมาดี
อย่างฟุตบอล ก็ต้องประสบความสำเร็จ เป็นแชมป์ให้ได้
หากทำไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนล้มเหลว และคนล้มเหลวในสายงาน
จุดจบก็ต้องเป็นการต้องออกจากงานไปอย่างช่วยไม่ได้

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการสร้างทีมโดยยึดแกนหลักที่คนหนุ่มดาวรุ่ง
บอร์ดบริหาร ต้องการรายรับจากผลงานในสนาม
แฟนบอล ต้องการเห็นทีมเดินหน้าคว้าชัยชนะ

หัวใจสำคัญของทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือ เวลา เท่านั้นครับ